กิจกรรมและสถานที่ใกล้เคียง

ทัชสตาร์ รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทดอยอินทนนท์ ที่แวดล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่น่าชมมากมาย

ทัชสตาร์รีสอร์ท เป็นที่พักใกล้ดอยอินทนนท์ และใกล้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย เช่น น้ำตกแม่กลาง น้ำตกแม่ยะ น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ บนยอดดอย อินทนนท์ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เช่น การปลูกพืชแบบ ขั้นบันไดของหมู่บ้านแม่กลางหลวงและโครงการหลวง ซึ่งคุณสามารถแวะซื้อพืช ผักผลไม้ เมืองหนาว ของที่ระลึกได้ที่ตลาดชาวเขาเผ่าม้ง จากนั้นดอยอินทนนท์ยังเป็นแหล่งดูนกป่า ชั้นเยี่ยมของโลก พร้อมชมความสวยงามของ พระมหาธาตุเจดีย์ นภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ


กิจกรรมในพื้นที่

  • เดินป่า    
  • ดูนก    
  • ปั่นจักรยาน    
  • ขี่มอเตอร์ไซด์    
  • สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติรอบๆ ดอยอินทนนท์

 



พื้นที่ดูนกที่ดอยอินทนนท์ 

ทัชสตาร์ รีสอร์ท ยังเป็นที่พักสำหรับนักดูนกที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลกที่มาพักผ่อนที่เรา และทำกิจกรรมดูนก  ดอยอินทนนท์ ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งในโลกที่เป็นจุดชมนกที่นิยมชมชอบที่สุดของดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นพื้นที่ดูนกป่า ศูนย์ข้อมูลเฝ้าระวังนกอินทนนท์ ตั้งอยู่ที่ กม.31 ที่นี่เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลดูนกระหว่างนักดูนก นักศึกษาธรรมชาติและประชาชนทั่วไป ข้อมูลดังกล่าวระบุถิ่นที่อยู่และอาหารนกและสัตว์อื่นๆที่อาศัยอยู่บนดอยอินทนนท์ จุดมุ่งหมายคือ การถ่ายถอดแลกเปลี่ยนความรู้นี้ให้แก่คนรุ่นต่อๆไป

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

น้ำตกแม่ยะ

น้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกที่มีตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยอันดับต้นๆ ของไทยเป็นน้ำตก ขนาดใหญ่ ที่มีความสวยงามมาก มีขนาดใหญ่และสวยที่สุด และสูงที่สุดของของบรรดาน้ำตกในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
 

วัดพระธาตุบรมธาตุจอมทอง

วัดพระธาตุศรีจอมทองเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดและมีผู้นับถือมากที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทย ตามตำนานท้องถิ่นพระพุทธเจ้าเคยแวะไปที่เนินเขาซึ่งตอนนี้พระวิหารได้ยืนขึ้นแล้ว วัดพระธาตุศรีชุมพรวรวิหารตั้งอยู่ที่อำเภอจอมทองและห่างจากรีสอร์ทเพียง 9 กิโลเมตร วัดพระธาตุศรีจอมทองสร้างขึ้นเมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ณ จุดที่พบพระธาตุพนม โครงสร้างที่เก่าแก่ที่สุดคือเจดีย์ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1450


ถ้ำบริจินดา

ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 8-9 ของทางหลวงหมายเลข 1009 ใกล้กับน้ำตก แม่กลาง จะเห็นทางแยกขวามือมีป้ายบอกทางไปถ้ำบริจินดา ถ้ำบริจินดา เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ภายในถ้ำมีความลึกหลายกิโลเมตร เพดานมีหินงอกหินย้อยหรือที่ชาวเหนือเรียกว่า “ นมผา ” และมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายใน นอกจากนี้ยังมีธารหิน เมื่อมีแสงสว่างมากระทบจะเกิดประกายระยิบระยับดังกากเพชรงามยิ่งนัก ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำทะลุ แสงสว่างลอดเข้ามาได้ ทางเข้าอยู่ทางขวามือห่างจากด่านตรวจไปประมาณ 500 เมตร เข้าไปตามทางอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จนสุดทางที่ริมน้ำแม่หอย จากนั้นต้องเดินข้ามลำน้ำและผ่านป่าไผ่ไปอีก 1 กิโลเมตร จึงถึงถ้ำบริจินดา หรือสามารถเดินจาก ทัชสตาร์ รีสอร์ท ไปประมาณ 30 นาที จนถึงปากถ้ำ ระหว่างทางสัมผัสทิวทัศน์และน้ำตกดาดน้อยที่สวยงาม

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์ 

อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ศูนย์แห่งนี้เป็นโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ รองเท้านารีอินทนนท์ ที่มีความสวย งามแต่ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มทีแล้ว อีกทั้งยังจัดเป็นแหล่งให้ความรู้สำหรับผู้ที่มีความสนใจ พันธุ์กล้วยไม้ ทั้งนี้ภายในศูนย์มีการตกแต่งภูมิทัศน์ อย่าง สวยงามด้วยสวนดอกไม้และกล้วยไม้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม สถานที่แห่งนี้น่าจะประทับใจได้ไม่ยาก ในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี นอกจากจะได้ชมกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์แล้วยังได้ชม ดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูซึ่งบานอยู่ริมทะเลสาปเป็นภาพ ที่งดงามและน่ามองในอีก บรรยากาศหนึ่ง 


พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ
บนกิโลเมตรที่ 41.5 ตั้งอยู่ซ้ายมือของถนนขึ้นดอยอินทนนท์ เลยจุดชมวิวไปอีก 500 เมตร สร้างขึ้นดดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงพระเจริญพระชนพรรษาครบ 5 รอบเมื่อปี พ.ศ 2530 และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงพระเจริญพระชนพรรษาครบ 5 รอบเมื่อปี พ.ศ 2535 พระธาตุทั้ง 2 องค์นี้มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ มีฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยมมีระเบียงแก้วโดยรอบ 2 ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา รอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างสวยงาม 
 

กิ่วแม่ปาน

อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตรง กม.ที่ 42 ของถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ใกล้กับพระมหาธาตุ นภเมทนีดลและ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะสั้น เป็นวงรอบระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร จาก ระดับน้ำทะเลถือ เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและ ทะเลหมอกที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง ของดอยอินททนท์เส้นทางช่วงแรกผ่านเข้าไปในป่าดิบเขาซึ่งมี บรรยากาศร่มครึ้ม มีแสงแดดส่องลงมาเพียงรำไรตามพื้นป่าเต็มไปด้วย เฟินหลากหลายชนิด มีมอสสีเขียวขึ้นคลุมตามโคนต้นไม้และบริเวณริมห้วยที่ชุมชื้น ทางจะเดินขึ้นเขาจนทะลุออก ยังทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ของ สันกิ่วแม่ปานซึ่งมีแสง แดดจ้าและสายลมแรงมาถึงจุดชมวิวสูงสุด ถัดจากจุดชมวิวไปจะเป็นทางเดิน เลียบไปตามสันเขาเลียบหน้าผา มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ซึ่งจะสามารถเดินได้เพียงคนเดียว จึงเป็นที่มาของชื่อ “กิ่วแม่ปาน” ระหว่างทางจะมีต้นไม้ น้อยใหญ่ ให้ชมอย่างเพลิดเพลิน 


น้ำตกแม่ปาน
น้ำตกแม่ปานเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกลุ่มน้ำตกแม่ปาน ที่นี่ยังมีน้ำตกอีกหลายแห่งซึ่งเป็นน้ำตกที่ใหลต่อๆ กันมา ที่นี่ยังมีน้ำตก อีก 8 แห่ง ได้แก่ น้ำตกแม่ปาน น้ำตกผาสำราญ น้ำตกสอง พี่น้อง น้ำตกทีลอกุ้ย น้ำตกธารทอง น้ำตกแท่นพระสังข์ น้ำตก ป่าบงเบียง และน้ำตกห้วยทรายเหลือง เมื่อเข้าไปน้ำตกแห่งแรกที่จะได้เจอคือ น้ำตกห้วยทรายเหลือง ถ้าต้องการจะไปชมน้ำตกแห่งอื่นต่อจะต้องเดินทางขึ้นไปอีก โดยจอดรถทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ ที่ทางอุทยานฯ ได้เตรียมเอาใว้ให้ และเดินเข้าไปอีกไม่ไกลมากนัก น้ำตกแต่ละแห่งมีความสวยงาม เป็นธรรมชาติ คุ้มค่าที่ได้มาเยือน อากาศเย็นสบาย ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่เป็นป่าล้อมรอบ คุณจะรู้สึกได้ถึงความคุ้มค่าที่ได้มาเยือน อีกสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งบนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

จุดสูงสุดแดนสยาม ยอดดอยอินทนนท์

ยอดดอยอินทนนท์เป็นจุดสูงสุดของประเทศ มีความสูง 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล บนยอดดอยมีอากาศหนาวจัดในฤดูหนาวโดยเฉพาะช่วงกลางคืนถึงช่วงเช้า มีบรรยากาศเมฆหมอกครึ้มตลอดซึ่งหาได้ยากในส่วนอื่นของประเทศ นักท่องเที่ยวมักขึ้นมาชมและถ่ายรูปกับป้ายสูงสุดในสยาม ใกล้ๆกันมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้เดินชมซึ่งจะมีโอกาสพบเห็นหมุดหลักฐานจุดสูงสุดในสยามและพระสถูปของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ใกล้ๆกันยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างกาให้เดินชมป่าดึกดำบรรพ์ ซึ่งเป็นชื่อเดิมดอยอินทนนท์ที่มีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา”

 

ศูนยวิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ขุนวาง 

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตั้งอยู่บนดอยอินทนนท์ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2525 ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสให้กองพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการใช้ท้องทุ่งแห่งนี้ เป็นสถานที่ทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี แก่เกษตรกรบนที่สูง และเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น นักท่องเที่ยวที่มาเยือนศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) จะได้สนุกไปกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เต็มไป ชมความสวยงามแห่ง แปลงไม้ ผลเมืองหนาวที่จะพากันออกดอกบานสะพรั่งดูสดใส ไม่ว่าจะเป็นสาลี่ พลัม ท้อ แนคตารีน หรือสตรอว์เบอร์รี่ หรือเดินชม ศึกษาแปลงทดลองการเกษตรภายในศูนย์ฯ ที่จะมีเจ้าหน้าที่นำชมตามเส้นทางที่กำหนดโดยมีจุดน่าสนใจต่างๆ ได้แก่ แปลงไม้ผล เมืองหนาว แปลงกาแฟ โรงกะเทาะเปลือกกาแฟ และแปลงทดสอบพันธุ์แมคคาเดเมีย สัมผัสความสวยงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระดอย ที่พากันออกดอกสีชมพูสว่างไสวเต็มต้น ขับให้ดอยขุนวางกลายเป็นสีชมพูไปทั้งดอย ในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะ กลางเดือนมกราคม สนุกกับการดูนกที่มีหลากหลายสายพันธุ์ เนื่องจากศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาดอยอินทนนท์ อันเป็นแหล่งดูนก ที่สำคัญของเมืองไทย

 

หมู่บ้านแม่กลางหลวง 

หมู่บ้านตั้งอยู่ที่ กิโลเมตรที่ 26 ระหว่างทางขึ้นดอยอินทนนท์ ชาวกะเหรี่ยงหรือ "Pa Kaa Ka Yor" ของแม่กลางหลวงอพยพมาจากพม่าในปีพ. ศ. 2330 ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ในใจกลางอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ครอบครัวผู้ก่อตั้งได้แกะสลักลานข้าวที่เขียวชอุ่มมรกตลงไปในภูมิประเทศของภูเขาซึ่งตอนนี้ทำให้แขกประทับใจประทับใจ หมู่บ้านตั้งอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลล้อมรอบด้วยป่าผลัดใบและป่าดิบเขา อากาศเย็นสบาย สามารถเข้าถึงหมู่บ้านได้ง่ายไม่ไกลจากทางหลวงหลักไปจนถึงดอยอินทนนท์ จุดเด่นของชุมชนแม่กลางหลวง "เพลิดเพลินไปกับการเดินป่าผ่านป่าดิบชื้นในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ดูว่าชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในความกลมกลืนกับธรรมชาติและเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกาแฟร้อนๆ

 

น้ำตกผาดอกเสี้ยว

น้ำตกผาดอกเสี้ยว ตั้งอยู่ที่ บ้านแม่กลางหลวงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และงดงาม ซึ่งอยู่ภายใน เขตอุทยานแห่งชาติอินทนนท์  น้ำตกแห่งนี้เคยมีชื่อเสียงมากหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง รักจังซึ่งจะเป็นน้ำตกที่นักท่องเที่ยวที่มา เที่ยวแม่กลางหลวงต้องแวะไป น้ำตกผาดอกเสี้ยวมีทั้งหมด 10 ชั้น โดยชั้นที่ชมได้สะดวกคือ ชั้นที่ 6, 7, 8, 9 และ 10 แต่ไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปเยือนคือน้ำตกผาดอกเสี้ยว ชั้นที่ 7เพราะสายน้ำจากน้ำตกชั้นบน ไหลตกลงมากระทบน้ำตก ชั้นล่าง เป็นสายสีขาว ฟูฟ่อง งดงามเกินบรรยาย อีกทั้งยังมีสะพานไม้สำหรับเดินข้ามลำธาร ที่ช่วยทำให้ความสวยงามของน้ำตก ผาดอกเสี้ยวน่ามองเขาไปอีก ส่วนที่มาของชื่อน้ำตกผาดอกเสี้ยวก็มาจากชื่อ ต้นเสี้ยซึ่งเป็นไม้เด่นบริเวณน้ำตกนั้นเอง 

บ้านป่าบงเปียง

อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งของนาขั้นบันไดที่สวยงามสุด ๆ อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยวิวท้องทุ่งนาบนเนินเขาสูงบวกกับวิวเทือกเขาสลับซับซ้อน เกิดเป็นจุดชมวิวที่สวยงามน่าชมอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงฤดูฝน และปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่เหมาะสมมากกับการมาสัมผัสบรรยากาศดี ๆ และความสวยงามของท้องทุ่งนาเขียวและเหลือง

ช่วงเวลาที่แนะนำให้มาเที่ยวชม จะมี 3 ช่วง ก็คือ

ช่วงดำนา (ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ปลายเดือนสิงหาคม) ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เริ่มปลูกข้าว โดยชาวบ้านจะปักต้นกล้าลงไปในท้องนา ที่มีน้ำขัง ทำให้เห็นภาพสะท้อนของท้องฟ้า จากน้ำในท้องนา เป็นภาพที่สวยงาม

ช่วงนาข้าวสีเขียว (ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม - กลางเดือนตุลาคม) เป็นช่วงที่ต้นข้าวเติบโตเขียวขจีขึ้นอัดแน่นเต็มท้องทุ่ง มองไปทางไหนก็ดูเขียวสบายตา รู้สึกสดชื่น ทำให้ช่วงนี้มีคนมาเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ

ช่วงนาข้าวสีทอง (ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม - ต้นเดือนพฤศจิกายน) เป็นช่วงที่ข้าวออกรวงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง เตรียมพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่สวยงามไปอีกแบบเช่นกัน เพราะจะเห็นนาขั้นบันได มีสีเหลืองทองอร่าม เหมือนถูกอาบไปด้วยสีทองฉาบไปทั้งผืนนา..

การเดินทาง

เส้นทางที่ 1 (เส้นสีเขียว) จะขึ้นทาง หน่วยพิทักษ์น้ำตกแม่ปาน เมื่อเลยหน่วยพิทักษ์ฯ ไปแล้ว เส้นทางจะค่อนข้างเละเกือบตลอดเส้นทางประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร

เส้นทางที่ 2 (เส้นสีฟ้า) จะเข้าป่าบงเปียงโดยวนผ่านตัวอำเภอแม่แจ่มก่อน ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเส้นทางที่อ้อมพอสมควร เส้นทางจะเป็นถนนอย่างดี แต่มีความชันและคดโค้ง จนถึงช่วงสุดท้ายที่ทางค่อนข้างเละ (เส้นสีแดง) แต่ก็เป็นทางลำบากแค่ช่วงสั้นๆ และสั้นกว่าเส้นทางแรก เส้นทางนี้ช่วงท้าย 1-2 กิโลเมตรสุดท้าย ทางเละและลำบาก แต่สามารถโทรให้ที่พักเอารถ 4WD ออกมารับได้ (ค่าบริการไป-กลับ 700 /คัน) ลงที่ทางแยก ด่านจุดตรวจที่ 2 แล้วโทรให้รถ 4WD มารับจากด่านจุดตรวจที่ 2 เข้าไป

 

น้ำพุร้อนเทพพนม 

น้ำพุร้อนเทพพนมเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติเกิดจากความร้อนใต้พิภพ มีแรงดันพุ่งขึ้นมากระทบน้ำเย็นใต้ดินเกิดเป็นไอร้อนคุอยู่ตลอดเวลา

 

ผาช่อ อุทยานแห่งชาติแม่วาง 

ผาช่อ ตั้งอยู่ใน อำเภอดอยหล่อ ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติแม่วาง เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของ ลมฝนจนทำให้แผ่นดินที่เชื่อกันว่าเมื่อหลายร้อยปี หรือพันปีก่อนบริเวณแห่งนี้เคยเป็นทางเดินของแม่น้ำปิง ซึ่งสังเกตได้จากก้อน กรวดหินกลมมนกระจัดกระจายอยู่ในเนื้อดินจำนวนมาก จนกระทั่งแม่น้ำปิงได้เปลี่ยนสายย้ายทิศไหลผ่านไปที่อื่น บริเวณนี้ได้ถูก ยกตัวเป็น เนินเขาสูงตะกอนแม่น้ำปิงก่อตัวทับถมกันเป็นชั้นๆ ผ่านกลายเวลาและถูกกัดเซาะจนกลายเป็นหน้าผาและเสาดินที่มีรูปร่าง แปลกตาคล้าย กับที่แพะเมืองผีในจังหวัดแพร่ หรือละลุในจังหวัด สระแก้ว มีลักษณะที่เตี้ยกว่า ซึ่งต่างกับ ผาช่อ ซึ่งมีลักษณะ เป็นกำแพงและเสาหิน ขนาดใหญ่ลวดลายแปลกตา มีขนาดสูงใหญ่ราว 30 เมตร เป็นบริเวณกว้างนับร้อยเมตร และยังพบรังผึ้ง ขนาดใหญ่อยู่ตามหน้าผา จำนวนมากสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ที่เข้าไปเที่ยวชม


อุทยานแห่งชาติออบหลวง

ออบหลวง เป็นสถานที่น่าเที่ยวที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติออบหลวง  เป็นช่องแคบเขาขาดที่มีหน้าผาหิน ขนาบลำน้ำ ทำให้เกิดหุบผาลึก ความลึกของหน้าผาวัดจากสะพาน ออบหลวงถึงระดับน้ำปกติประมาณ 32 เมตร ส่วนแคบสุด 2 เมตร ความยาวของช่องแคบประมาณ 300 เมตร ธรรมชาติได้สร้างสรรความน่าพิศวงให้กับแผ่นดินส่วนนี้อย่างมหัศจรรย์ คำว่า “อ๊อบ” หรือ “ออบ” เป็นภาษาท้องถิ่นหมายถึงช่องแคบ “หลวง” หมายถึง ใหญ่  ออบหลวง คือชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกช่องแคบหิน ขนาดยักษ์ที่มีลำน้ำแม่แจ่มบีบตัวแทรกผ่านไป อีกนัยหนึ่งคือ หุบเขาบื้องล่างเป็นแม่น้ำสลักหิน ที่ไหลคดเคี้ยวผ่านช่องเขาขาด ตรงออบหลวงช่องเขานี้มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน และแคบมากบีบทางน้ำไหล ดังนั้นแม่น้ำตรงนี้จึงเชี่ยวจัด เสียงน้ำกระทบหน้าผา ดังสนั่นแต่รอบ ๆ บริเวณชายน้ำด้านเหนืองดงามไปด้วยหมู่ไม้น้อยใหญ่ ร่มรื่นอยู่ตลอดเวลาชั่วนาตาปี ยังมีสะพานเชื่อมช่องเขาขาด สำหรับนักท่องเที่ยวยืนชมความงดงามแห่งทัศนียภาพของออบหลวง นอกจากนั้นภายในบริเวณอุทยานฯ ยังมีการขุดค้นพบแหล่ง โบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วย 


สวนสนบ่อแก้ว

สถานีทดลองปลูกพันธุ์ไม้บ่อแก้ว หรือ สวนสนบ่อแก้ว ตั้งอยู่ในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ หากผ่านไปยังถนนสายฮอด-แม่สะเรียง เชื่อว่าน้อยคนที่จะไม่รู้จัก  เป็นจุดแวะหลักที่ต้องก้าวจากรถเพื่อแวะพักจากอาการมึนโค้ง ผ่อนคลายถ่ายภาพตัวเองกับป่าสนที่เรียงราย เป็นทิวแถวทอดยาวสุด สวนสนบ่อแก้ว เ ป็นพื้นที่ทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่าง ๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นำพันธุ์มาจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน เพื่อทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมมาเป็นไม้เบิกนำ เพื่อปลูกบนป่าเสื่อมโทรมบนดอยทางภาคเหนือ ต้นสนที่นำมาปลูกมีอายุกว่า 40 ปี เพราะปลูกในช่วงปี พ.ศ.2509-2510 มีจำนวนหลายพันต้น เรียงรายเป็นระเบียบบนลานโล่งเตียน ด้านหน้า ทั้งนี้ สวนสน ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่อทำเยื่อกระดาษและเป็นแปลงทดลองปลูกพืชจำนวนสนสามใบ และยูคาลิปตัส ในเนื้อที่ทั้งหมด 2,072 ไร่ มีสภาพอากาศชื้นและเย็นตลอดปี เมื่อเดินทางผ่านมายังเส้นทางนี้ จะสังเกตเห็นต้นสนเป็น จำนวนมาก แต่ที่โดดเด่นและเป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวก็คงจะเป็นแนวสนหน้าถนนทางเข้าฝั่งซ้ายมือ ที่มีการปลูกเรียงไว้เป็นแนว อย่างสวยงามทั้งสองข้างทาง มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจแวะมาถ่ายภาพสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกจำนวนมากความสวยงามของที่นี่ ได้รับฉายาว่า กาะนามิเมืองไทย ไม่ต้องไปไกลถึงเกาหลี ภายในสวนมีถนนทอดผ่านนำเข้าสู่ดงสนสูงใหญ่ มีแสงแดดอ่อนๆในช่วงเช้า และเย็น เกิดเป็นภาพสุดโรแมนติกที่หลายคนอดใจไม่ไหว ต้องแวะมาชื่นชมสักครั้งในชีวิต ช่วงที่น่าไปเที่ยวมากที่สุดคือฤดูหนาว เพราะในยามเช้าเราสามารถมองเห็นม่านหมอกปกคลุมอยู่บริเวณครึ่งบนของลานสน บวกกับแสงอาทิตย์บางๆ คล้อยลงมาส่วนช่วง กรีนซีซั่นได้บรรยากาศเขียวขจีและม่านหมอกฝน